รายการกบนอกกะลา

"เซซามิน"

 

งาดำ

งา พืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆมากมาย โดยงา จะมี 2 แบบ คือ งาดำ และ งาขาว นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันงาที่นำมาใช้ปรุงอาหาร เพราะมีกลิ่นหอมและกรดไขมันที่มีประโยชน์ ทั้งนี้สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดงาล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน ที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดอะมิโนเมธิโอนีน นอกจากนี้ เรายังสกัดน้ำมันจากงาออกมาได้อีกด้วย ซึ่งน้ำมันที่ได้นั้นเป็นน้ำมันงาที่มีคุณสมบัติเยี่ยม คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิค ที่ช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น

นอกจากนี้ งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง และยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง

สำหรับประโยชน์ของงาดำนั้น งาดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum orientale L. อยู่ในวงศ์ Pedaliaceae ชื่อสามัญคือ sesame มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย และถูกนำเข้าไปยังอินเดียและแพร่ต่อไปในจีน แอฟริกาเหนือ เอเซียใต้ และทวีปอเมริกา ซึ่งงาดำมีประโยชน์อย่างมาก การบริโภคงาดำเป็นประจำ จะช่วยให้นอนหลับ กระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูก ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร และช่วยบำรุงรากผม

ส่วนประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าใช้น้ำมันงาดิบนวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ จะช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียดทำให้จิตใจสงบ และยังสามารถนำน้ำมันงาดิบไปใช้นวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เล็ดขัดยอก และทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

งาดำเป็นพืชที่มีประโยชน์อย่างมากและเป็นยาที่รักษาได้ทุกโรค ในหะดิษหนึ่งท่านศาสนฑูตได้กล่าวว่า

إن في الحبة السوداء شفاء من كل داء إلا السأم

ความว่า: แท้จริงในงาดำนั้นมียาที่สามารถรักษาทุกโรคนอกจากความตาย

คุณค่าประโยชน์ทางอาหารของน้ำงาดำ

สารอาหารที่มีอยู่ในเมล็ดงาล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เช่น โปรตีนในงามีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดอะมิโนเมธิโอนีน ในถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนที่จำเป็นตัวนี้น้อย ชาวมังสวิรัติจึงใส่งาลงไปในอาหารถั่วเหลืองที่ปรุง เพื่อให้มีสารโปรตีนสมบูรณ์มากขึ้น
ในเมล็ดงามีน้ำมันมาก จึงสกัดออกมาเป็นน้ำมันงาที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม คือ มีกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวสูง ทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันโอเมก้า 6 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดคลอเลสเตอรอล จึงช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีกรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งช่วยทำให้ผมดกดำ บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น

งายังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแคลเซียมที่มีมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า มีธาตุเหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และทองแดง อีกทั้งยังมากด้วยวิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งดีต่อระบบประสาท ช่วยทำให้นอนหลับ ร่างกายกระฉับกระเฉง พร้อมกันนั้นยังมีสารบำรุงประสาทด้วย และวิตามินอีเป็นตัวแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต้านมะเร็ง

เลือกซื้อเมล็ดงาดำและงาขาวที่สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปน เมื่อซึ้อมาแล้วให้เก็บใส่ขวด ปิดฝา เมื่อจะใช้ให้คั่วในปริมาณที่พอใช้ เท่านั้น เพราะถ้าคั่วทิ้งไว้กลิ่นจะไม่หอมและเหม็นหืน

"เซซามิน" คืออะไร สารสำคัญใน "งาดำ"

เซซามิน เป็นสารลิกแนน ( lignans ) ชนิดหนึ่งในงาดำซึ่งมีปริมาณมากที่สุด สารดังกล่าวคือสารชีวโมเลกุลที่ทำหน้าที่ป้องกันตัวเองจากศัตรูพืช รายงานวิจัยที่ผ่านมามากมายต่างค้นพบว่า สารเซซามินมีคุณสมบัติทางชีวภาพสูงมาก สามารถสรุปได้ดังนี้

คุณประโยชน์ของ “สารเซซามิน” และแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ในน้ำมันงาดำ 8 ประการคือ
1. ช่วยต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อกระดูกอักเสบ โรคข้อเสื่อม และอีกหลายโรคร้ายสำคัญ (Anti-inflammatory Effect)

สารเซซามินในน้ำมันงาดำช่วยยับยั้งไอแอลวันเบต้า (Interleukin-1 Beta, IL-1 Beta) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้กระดูกอ่อนสลาย ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน ฯลฯ ช่วยในการกำจัดสารพิษของตับ ทำให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในน้ำมันงาดำยังมีวิตามินอี กรดไขมันโอเมก้า 3 ธาตุสังกะสี ทองแดง ฯลฯ ที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี

2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Effect)

อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายและการเสื่อมของร่างกาย ด้วยในน้ำมันงาดำประกอบไปด้วยสารเซซามิน วิตามินอี ธาตุสังกะสี วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 9 ทองแดง ไอโอดีน ใยอาหาร ฯลฯ ซึ่งสำคัญต่อการช่วยต้านอนุมูลอิสระ

3. ช่วยเสริมในการทำงานของวิตามินอี (Enhancement of Vitamin E)

ทำให้ชะลอความชรา ไม่แก่เร็ว ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากมีสารเซซามิน ธาตุสังกะสี ฯลฯ ที่ช่วยเสริมการทำงานของวิตามินอีให้ดียิ่งขึ้น

4. ลดปฏิกิริยาความเครียดระดับเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ (Effect on Hypoxic and Oxidative Stresses)

ทำให้คลายเครียด นอนหลับสบาย ส่งผลให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นโดยรวม โดยสารเซซามิน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุสังกะสี แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฯลฯ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในน้ำมันงาดำจะไปช่วยคลายความเครียดและกระตุ้นการทำงานในเนื้อเยื่อต่างๆ

5. ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล (Reduce of Cholesterol)

ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง ช่วยกระตุ้นประสาทเรื่องการหดตัวของกล้ามเนื้อและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างปกติ เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า 9 ฯลฯ มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล

6. ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Effect on Fatty Acid Oxidation)

ลดความอ้วนแบบธรรมชาติ ปลอดภัย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กระชับ โดยในน้ำมันงาดำมีสารเซซามิน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ที่ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Fat Burn)

7. ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ในระบบประสาท (Neuroprotective Effect)

ทำให้สมองทำงานดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม เพราะมีสารสำคัญอย่างเซซามิน ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฯลฯ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของระบบประสาท

8. ทำให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี (Hypolipidemic Effect)

ช่วยดูแลเกี่ยวกับเรื่องของอัตราส่วนของไขมันในร่างกาย ลดปริมาณของคอเลสเตอรอล มีไขมันดีมากขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมัน โอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า 9 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี

มีคำถามที่เชื่อว่าหลายท่านอยากรู้ สารเซซามินเข้าสู่ร่างกายทางใดดีที่สุด?

มีหลายคนสงสัยถามว่า สารเซซามินนั้นเราจะใช้ได้อย่างไรถึงจะเกิดผลดีที่สุด ในเรื่องของการกินการทา การฉีด ขบวนการที่เข้าสู่ร่างกายแล้วเข้าไปทำให้ร่างกายเรานั้นดีขึ้นหรือได้ผลมากขึ้นแบบไหนน่าจะดีที่สุด แล้วแบบไหนที่จะมีการซึมซับหรือใช้งานได้รวดเร็วและดีที่สุด

ประเด็ดของยาประเด็นของสารที่จะเข้าไปในร่างกายเรา ต้องเริ่มต้นจากสารทุกชนิดเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว ถ้าเป็นสารที่ไม่เคยมีอยู่ในร่างกายเรา เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต

จริงๆ พวกโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เอาอย่างนี้ดีกว่า สารทุกชนิดในร่างกายเราจะมีที่เราเรียกว่า Half-life หรือครึ่งชีวิต ซึ่งยา สาร หรืออาหารเสริมก็เหมือนกัน เรากินเข้าไปแล้ว เราทาเข้าไปแล้วหรือเราฉีดเข้าไปก็จะถูกกระบวนการในร่างกายเราย่อยสลาย โดยเฉพาะตับโดยเฉพาะอะไรที่แตกออกไปบดออกไป

สมมติว่าเราเป็นโรคที่จุดๆ หนึ่ง ยกตัวอย่างในกรณีนี้เราเป็นโรคที่เข่า ข้อเสื่อม ข้อกระดูกเข่าเสื่อม เมื่อคิดถึงว่าถ้าเรากินยา ยาที่เรากินเข้าไปก็จะต้องผ่านอะไรบ้าง ผ่านปากเข้าไปที่ลำไส้ไปที่กระเพาะใช่ไหม เม็ดยาก็จะแตกออก ยาก็จะหลุดออกมาผ่านไปที่ลำไส้เล็ก ส่วนหนึ่งก็ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย

ทีนี้ยาไม่รู้ว่าฉันจะต้องวิ่งไปที่เข่าอย่างเดียว ก็กระจายตัวไปทั้งร่างกายเรานั่นแหละ เข่าก็จะมีส่วนตัวที่ว่าคล้ายๆ กับเลือดไปเลี้ยงน้อยๆ มาก หรือแทบจะพูดว่าไม่มีเลย

ดังนั้นก็เหมือนกับปิดประตูไม่ให้สารต่างๆ เข้าไปได้ หรือเข้าไปได้น้อยมากในทางอ้อมๆ เข้าไปทางรั้วบ้านบ้าง เข้าไปทางประตูหลังบ้าง กระโดดข้ามรั้วบ้าง หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าอาจจะเข้าไปทางน้ำเหลือง อาจจะเข้าไปที่เซลล์แล้วเซลล์รอบข้อนั้นค่อยปล่อยเข้าไปอีกทีหนึ่งก็ได้

พูดง่ายๆ ว่าการกินก็ต้องใช้ระยะเวลานานในการที่จะเข้าไปถึงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมาย อย่างไรก็ตามก็จะมียาบางอย่างที่ไปออกฤทธิ์เฉพาะที่ได้ เหมือนกับสถานีวิทยุส่งกระจายเสียงมาก็ปล่อยไปทั่วเมืองเลย แต่ร้านกาแฟร้านนี้หรือบ้านบ้านนี้เปิดตัวรับสัญญาณ หมู่บ้านนี้ฟังสถานีนี้เยอะใช่ไหม ก็รับสัญญาณมาทางนี้เยอะ เหมือนกับพวก 2G 3G WiFi เหมือนกับอินเตอร์เน็ตอะไรก็ตาม ร้านนี้มีอินเตอร์เน็ตก็มีผลทางนี้เยอะ อันเดียวกัน ในทำนองเดียวกันเซลล์ก็เหมือนกัน

ยาบางอย่างถึงแม้ว่าจะวิ่งไปทั่วร่างกายเหมือนกัน แต่ก็สามารถที่จะไปออกฤทธิ์เฉพาะที่ได้เหมือนกัน ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าความเร็วหรืออัตราความเร็วในการเข้าไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ ก็ขึ้นอยู่กับว่าระดับของยาที่จะสามารถออกฤทธิ์ได้ กับระดับหรือช่วงระยะเวลาฮาฟไลฟ์ของยานั่นเอง

เพราะฉะนั้นทำอย่างไร วิธีการทั่วๆ ไปก็คือ วิธีการที่เร็วที่สุดคือฉีดเข้าเส้นถูกไหม เข้าไปปุ๊บเลือดก็ไปหมด ภายในหนึ่งนาทีหรือสองนาทีก็จะไปทั่วร่างกายคุณแล้ว

อันที่สองก็คือกิน กินเข้าไปปุ๊บพอตกไปถึงลำไส้ถึงกระเพาะเราปุ๊บ ก็สามารถที่จะดูดซึมเข้าด้วยกลไกที่สามารถดูดซึมเข้าไปได้ ก็จะเข้าไปในเลือด แล้วตอนนี้ก็กระจายตัวไปเร็วแล้ว

ประเด็นที่สามก็คือทา การทานี่เฉพาะที่ แต่เนื่องจากว่าคนเรามีผิวหนังเหมือนกับเป็นเกราะกำบังร่างกายเรา ก็ต้องมีเทคโนโลยีในการที่จะทำให้สารหรือยาซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้ เพราะฉะนั้นถามว่ากิน ฉีด ทา อะไรดีที่สุด? ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการใช้กับเรื่องอะไร

อย่างไรก็ตามแต่ละส่วนก็มีข้อดีและข้อเสียต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นฉีดเข้าเส้น ก็อาจจะเกิดการใช้ยาเกินขนาดหรือโอเวอร์โดสได้ง่ายถูกต้องไหม กินอย่างเดียวก็อาจจะถูกแปลงสภาพหรืออาจจะไม่ดูดซึม ทาอย่างเดียวกว่าจะผ่านเข้าไปก็น้อย แต่ข้อดีคือเฉพาะที่ คุณคันตรงไหนคุณทาตรงนั้นก็หายคันตรงนั้น เหมือนกับคันตรงไหนถ้าเกาไม่ถูกที่ อย่างนี้ก็ไม่หาย

เพราะฉะนั้นในลักษณะนี้ในตัวผมเองผมคิดว่าขึ้นอยู่กับการออกฤทธิ์หรือกลไกการออกฤทธิ์ของยาหรือความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่นผมเป็นโรคที่ตับ ผมจะเอายาไปทางที่ตับได้ไหม ถูกต้องไหม ทางเดียวก็คือต้องกินหรือไม่คุณก็ฉีดเข้าเส้น ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ก็กระจายเข้าเส้นใช่ไหมครับ

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเป็นผิวหนัง เป็นกระดูก หากทาก็อาจจะดีกว่าถ้าเราสามารถมีเทคโนโลยีในการทา อันที่หนึ่งผลข้างเคียงที่เรียกว่า “ไซด์เอฟเฟค” ก็จะน้อย

ข้อดีต่อไปก็คือไปออกฤทธิ์เฉพาะที่ ตรงจุดเลย คุณปวดตรงไหนคุณก็ทาตรงนั้น อันนี้เป็นมุมมองที่เราคิดว่าเราต้องทำทุกวิถีทาง ตัวผมเองผมก็ไม่อยากจะบอกว่าทางใดทางหนึ่งดีที่สุดเหมือนกัน

เซซามินเรายังไม่มีการฉีด เพราะว่าเซซามินถือว่าเป็นอาหารประเด็นที่หนึ่ง ประเด็นที่สองคือสารเซซามินเองไม่ละลายน้ำ ในตัวคนเราหลายสิบเปอร์เซ็นต์คือน้ำ ถ้าเราขาดน้ำเราจะเหี่ยวลงๆๆ แล้วเราก็เสียชีวิตไป เพราะฉะนั้นน้ำเป็นตัวที่ทำให้เกิดกระบวนการต่างๆ ปฏิกิริยาต่างๆ ทำให้เกิดเป็นชีวิตได้ เซลล์เซลล์หนึ่งมีปริมาณน้ำตั้ง 60-70%

เพราะฉะนั้นถ้าในลักษณะของการที่จะทำให้เป็นสูตรที่สามารถฉีดเข้าไปได้ ก็ต้องไปละลายน้ำ เพราะถ้าไม่ละลายน้ำเมื่อฉีดเข้าไปจะเป็นก้อน พอเป็นก้อนแล้วก็จะไปอุดตันได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการที่จะทำให้เป็นอนุภาคเล็กมาก ซึ่งอันนั้นต้องประยุกต์อีกทีหนึ่ง ทำได้แต่ต้องใช้เวลาในการวิจัยอีกนานพอสมควรในการฉีด หรืออาจจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อก็มีความเป็นไปได้

พูดแบบนี้หลายคนคงสงสัยอีกว่า เมื่อกินเข้าไปแล้วไม่ละลายน้ำ เข้าไปในร่างกายผมก็ไม่ออกฤทธิ์สิ ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ ขบวนการต่างๆ ของร่างกายเรา สารต่างๆ ที่ไม่ละลายน้ำ แต่เมื่อถูกนำเข้าไปในร่างกายแล้ว จะมีขบวนการในการที่ทำให้มีลักษณะที่เชื่อมต่อกับโมเลกุลของร่างกายเรา ของเซลล์ที่ผลิตขึ้นมา ทำให้มีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปได้

อาจจะไปจับอยู่กับโปรตีนบางอย่าง พอจับกับโปรตีนบางอย่างโปรตีนละลายน้ำ ตัวเองก็เลยละลายน้ำไปด้วย ก็ไปออกฤทธิ์ได้อะไรได้ ไปถึงที่ออกฤทธิ์ก็อาจจะแตกตัวจากโปรตีนไปจับกับตัว ก็เหมือนกับเวลาเรากินน้ำมันอะไรเข้าไปสักอย่าง ทำไมเราไม่ถ่ายออกมาเป็นน้ำมัน

เพราะว่าจะมีการแตกตัว มีการย่อยลงไปถึงระดับโมเลกุลถึงอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนของกิน ทา ฉีด ล้วนขึ้นอยู่กับธรรมชาติของสารนั้นๆ ในส่วนของเซซามินแล้วในปัจจุบันมีอยู่แค่สองส่วนคือ ในส่วนของกินกับทา

ในส่วนของกินเราก็ทำให้ในลักษณะที่ธรรมชาติที่สุด เราต้องรู้ว่าอาหารและสารบางอย่างนี่ไม่ถูกดูดซึมนะ คุณกินเข้าไปร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อึหรือถ่ายออกมาร้อยเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่นเม็ดงา ถ้าเกิดคุณไม่บด ไม่ทำให้เป็นผงหรือเป็นอะไรพวกนี้ คุณกินเข้าไปพรุ่งนี้เช้าคุณเห็นแล้วคุณอึออกมาเป็นเม็ดงา เม็ดงาจะลอย เข้าไปแล้วมีความทนมากเพราะว่าโครงสร้างของเม็ดงาแข็งแรงมาก

ก็เหมือนกับข้าวโพดเวลาเราเคี้ยวไม่ละเอียด เราถ่ายออกมาก็จะเป็นเม็ดข้าวโพด เพราะจะมีเคอราตินมีอะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นไอ้ตัวนี้เป็นตัวที่มีอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องในระบบของร่างกาย

แล้วเราควรจะกินเท่าไร ควรจะกินมากเท่าไร ควรจะกินน้อยเท่าไร ควรจะกินเป็นอย่างไร? ผมตักเซซามินมาเป็นช้อนๆ กินเข้าไปได้ไหม ก็ได้ แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะมีผลข้างเคียงไหมหรือเราจะอะไรไหม

เพราะฉะนั้นธรรมชาติสร้างมาดีที่สุดแล้ว มีอะไรหลายๆ อย่าง โอเค ถ้าคุณต้องการที่จะกินแบบนั้นคุณก็กินได้ ก็ทำได้เหมือนกัน คุณก็กินเข้าไป ก็มีการพิสูจน์แล้วในสัตว์ทดลอง แล้วก็มีการพิสูจน์แล้วเข้าใจว่าในคนด้วยนะครับ ว่าถ้าเกิดคุณกินเซซามินเข้าไปแล้วเซซามินสามารถที่จะดูดซึมผ่านผนังลำไส้เราเข้าไปในร่างกายเราได้ รู้สึกว่าจะมีฮาฟไลท์ประมาณ 6 ชั่วโมง

แล้วเราควรจะกินมากเท่าไร? คำว่ามากเท่าไรมีผลวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์ เวลาเขาจะให้ยากับใครคนใดคนหนึ่ง เขาก็ต้องดูว่าคนคนนั้นน้ำหนักเท่าไร ตัวใหญ่ขนาดไหน ดูว่ามีอายุเท่าไร มีขบวนการอะไร เป็นอย่างไร ควรจะกินครึ่งเม็ด หนึ่งเม็ด สองเม็ด สามเม็ดอะไรก็ว่าไปทำนองนั้น

เพราะว่าเขาคิดว่าถ้ากินเข้าไปแล้วระดับไหนเป็นระดับที่สามารถไปดูแลรักษาได้ ไม่มีผลข้างเคียง แต่ในเชิงของอาหารเสริม ตัวผมเองผมมีความคิดว่าเราไม่ควร เราอาจจะไม่ต้องโดปถึงขนาดทีเดียวเลย คือค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าเขาบอกว่าวันหนึ่งต้องใช้ประมาณ 21 ไมโครกรัม เฮ้ยผมกินครั้งเดียวไปเลยดีกว่า เดือนหนึ่งเอา 30 วันมาคูณ 21 แล้วกินทีเดียวเลยจริงๆ แล้วลักษณะของอาหารเสริมจะไม่ส่งผลแบบฉับพลันเหมือนยา จะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปโดยจะไปเสริมสร้าง ซ่อมแซมไปเรื่อยๆ จนดีขึ้น

ไม่ได้เห็นผลแบบยาแก้ปวดแบบกินไม่เห็นผลภายในหนึ่งชั่วโมง หรือภายในครึ่งชั่วโมง แต่เป็นวัน เป็นสองสามวัน เป็นหนึ่งสัปดาห์ เป็นหนึ่งเดือน เป็นสองสามเดือนถึงจะเห็นผล จะสะสมไปเรื่อยๆ จะค่อยๆ เข้าไป

แล้วตอนนี้ถ้าบางคนบางโรคที่มีกระบวนการเกิดขึ้นแบบรุนแรง เพราะไปตัดต้นตอ เนื่องจากกลไกของเซซามินไปออกฤทธิ์ที่ข้างบน อย่างเรื่องน้ำท่วม

คือผมว่าน้ำท่วมนั้น ถ้าคุณมีการบริหารจัดการที่ดีแล้วคุณกันน้ำไว้ที่นครสวรรค์ก็ยังไม่เป็นอะไร พอจะเข้าใจไหม ถ้าคุณกักไว้ที่นครสวรรค์ คุณหยุดไว้ที่นครสวรรค์แล้วให้น้ำที่นครสวรรค์แผ่กระจายออกไปแถวภาคกลาง แถวอะไรออกไป ออกไปด้านข้างให้หายไปให้ซึมไปให้อะไรไป ให้กระจาย ข้างล่างก็จะไม่มี

หมายความว่าถ้าเราไปหยุดปฏิกิริยาตั้งแต่ต้น ทางอ่างทอง ชัยนาท สิงห์บุรี ปทุมธานี อยุธยา ไอ้พวกนี้ก็ไม่มีปัญหา เข้าใจไหมครับ ถ้าคุณปล่อยมาจากนครสวรรค์ลงไปเรื่อยๆ คุณไปอยุธยา เอ้า! อยุธยาแล้ว เดี๋ยวคุณก็ต้องไปรักษาที่อ่างทอง คุณก็ต้องไปรักษาที่ปทุมธานี บางบัวทอง สมุทรปราการ คือคุณไปตัดตรงนั้นปุ๊บข้างล่างหายหมดเลย อันนี้ก็คือกระบวนการว่าทำไมเรากินน้อยๆ แต่เฮ้ย! ภายในสองวันอาการฉันดีขึ้น ถึงแม้นฉันยังไม่กินเยอะก็ตาม

เพราะว่าเราทราบว่ากลไกการออกฤทธิ์ของสารบางตัวไปออกฤทธิ์ระดับข้างบน ระดับหัวๆ เหมือนกับน้ำตกจากยอดภูเขาถ้าตกลงมาบูม กระจายตัวออกไปเป็นแม่น้ำเป็นสายๆ ออกไป ปัญหาตัวนี้คุณก็ไปกำจัดปัญหาตรงนี้

แต่ถ้าเกิดว่าคุณไปขุดอ่างเก็บน้ำไว้ตั้งแต่ข้างบนเลย ค่อยๆ ให้ไหลลงมา จะมีประโยชน์ ไม่ทำลายพื้นที่ด้วย ไม่มาแบบรวดเร็วด้วย ไม่มาแบบรุนแรง ไม่มาแบบมากเกินไปด้วย ก็จะทำให้วิธีการต่างๆ เป็นไปด้วยดี ผมมีความคิดแบบนี้

ผมมีความคิดว่าอาหารหรือส่วนสำคัญหรือฟังก์แชนแนลฟู้ดส์ มีลักษณะเหมือนกับการจัดการ เป็นเฮลท์แมเนจเม้นท์ คือคุณต้องรู้จักว่าเมื่อไรคุณจะต้องลงทุน เมื่อไรคุณจะได้กำไรออกมา เมื่อไรคุณเอาเงินไปฝากแบงก์คุณจะได้กำไรตอนสุดท้าย

อายุ 70 ปีฉันยังแข็งแรงอยู่ นอนกินดอกเบี้ยสบาย เป็นวิธีการจัดการสุขภาพที่เป็นตัวช่วยที่ร่างกายเรามีปกติสุข คือร่างกายเรามีระบบการจัดการที่ดีอยู่แล้ว แต่บางทีจิตใจเป็นอีกส่วนหนึ่ง

คุณรู้ว่าบุหรี่ไม่ดีคุณก็สูบบุหรี่ คุณรู้ว่าเหล้าไม่ดีคุณก็กินเหล้า คุณรู้ว่ายาเสพติดไม่ดีคุณก็กินยาเสพติด ร่างกายเราไม่มีการป้องกัน แต่บางทีมีนะ อย่างอาเจียนออกมา รับไม่ได้ร่างกายก็มีรีเฟลซ ออกมาได้เหมือนกัน

แต่ในเชิงของจิตใจเรา เราใส่ใจถึงระบบเมื่อกี้นี้ที่ผมบอกคุณ คุณอัดสิ่งแวดล้อม คุณอัดแต่สิ่งเลวร้ายเข้าไปในร่างกาย คุณเจอมลภาวะที่ไม่ดีอยู่แล้วตั้งเยอะแล้ว คุณก็ยังเอาไปใส่ด้วยตัวคุณเองอีก นั่นก็คือการจัดการที่ไม่ดี หรือรอเวลา รอเวลาโดยที่ฉันกินข้าว ฉันกินอะไร ฉันไม่ต้องตรวจสุขภาพ ฉันไม่ทำอะไร ฉันไม่ดูแลสุขภาพเลย การเสื่อมก็ลดมากขึ้น มากขึ้น เพราะว่าสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเข้ามามีผลมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉันไม่เป็นอะไร แต่กระบวนการการอักเสบเกิดขึ้นแล้ว น้ำค่อยๆ ซึมมาๆๆๆ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปเช็กอัพร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ คุณมีการดูแลสุขภาพ บางคนดูแลสุขภาพดีมากนะ ไปตรวจสุขภาพทุกหนึ่งเดือน ทุกสองเดือน ทุกสามเดือน ออกกำลังกาย ฉันมีความผิดปกติอะไรบ้าง ฉันไปตรวจเต้านม

อย่างผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันไม่เคยไปตรวจกระดูกเลย ฉันทำงานออฟฟิศอย่างเดียว ทำงานหาเงินเลี้ยงลูก ทำงานเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ ไปซื้อบ้าน ซื้อที่ ซื้อคอนโดมิเนียม ซื้อรถยนต์ ซื้ออะไรเยอะแยะมากมาย พอไปถึงจุดหนึ่งร่างกายบอกว่าคุณใช้ฉันเยอะเกินไปแล้ว หากเบรกแล้วจะสมดุล แต่นี่เบรกแล้วแตกสลาย คุณไม่สามารถที่จะเอาเงินทองอันนั้นมาทำอะไรได้แล้ว สายไปเสียแล้ว

นั่นแสดงว่าอะไร แสดงว่าคุณดูแลหรือจัดการสุขภาพไม่ดี คุณอาจจะเก่งในการทำงาน หาเงินเก่ง บริหารเงินชั้นเซียน แต่คุณสอบตกในขบวนการการจัดการของสุขภาพคุณ

“เงินทองมากมายของคุณช่วยชีวิตและสุขภาพคุณไม่ได้ ไม่ทันกาลแล้ว”

คุณคิดดูว่าทำไมคุณไม่กินแคปซูลวันละสองแคปซูล ได้รับแคลเซียม ได้รับโปรตีน ได้รับเซซามินได้รับวิตามินอี ได้รับอะไรเยอะแยะมากมายเลย ได้รับตัวช่วยที่ทำให้ระบบคุณดีขึ้น วันหนึ่งคุณก็หยอดกระปุกยี่สิบบาท ห้าสิบบาท เดือนหนึ่งพันห้า คุณเสียเดือนละพันห้า ปีหนึ่งหมื่นห้า แต่คุณไปกินอะไรก็ไม่รู้บางทีมื้อหนึ่งก็หมื่นห้าไปแล้ว หากคุณดูแลสุขภาพของคุณไปเรื่อยๆ แบบนี้ แม้จะไม่ออกผลออกมาเป็นเงินทองให้คุณ แต่ก็จะออกผลออกมาเป็นสุขภาพที่ดีของคุณ แล้วสุขภาพที่ดีของคุณตอนนั้นไปสร้างธุรกิจ ไปสร้างเศรษฐกิจได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้คุณได้วางพื้นฐานของชีวิต ได้วางพื้นฐานของสุขภาพ

ถ้าคุณเป็นผักเป็นพืช หมอก็อาจจะทำหรือช่วยได้ หมอก็มีเชื้อเอาเอ็นตี้ไมโอติกใส่เข้าไป เฮ้ย! เอาโปรตีนใส่เข้าไป เอาเส้นเลือดของเสียออก ต่อท่อเข้าไป คุณสามารถเลี้ยงให้สิ่งมีชีวิตอยู่ไปอย่างนั้นเรื่อยๆ ได้ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าคุณดูแลสุขภาพดี พอร่างกายสุขภาพเยี่ยมดีแล้วคุณจะทำอะไรคุณก็ทำได้ คุณจะทำอะไรที่คุณชอบคุณก็ได้ทำ พอคุณได้ทำสิ่งที่คุณชอบคุณก็มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี

เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญ “ความสุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากสุขภาพที่ยอดเยี่ยม”

คุณลองไปหาคำมา ความสุขที่แท้จริงของชีวิตขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ ขึ้นอยู่กับสุขภาพที่ดีของคุณ ในเรื่องของการบริหารการจัดการการดูแลสุขภาพผมว่าคุ้มนะ ฉันทำงานวันหนึ่ง 20 ชั่วโมงโว้ย แล้วฉันทำเพื่ออะไรวะ ฉันทำเพื่อคนอื่นหมดเลย

“แล้วฉันเคยทำอะไรเพื่อตัวฉันเองบ้าง” พอจะเข้าใจไหม

เราเคยทำอะไรเพื่อตัวเราเองบ้าง โอเค เรารักภรรยาเรา เรารักลูกของเรา หาเงินหาทุกสิ่งทุกอย่างให้ ถามเขาสิ บอกว่าจะให้พ่ออยู่กับแม่อยู่กับลูกกี่ปี ถ้าแม่กับลูกต้องการให้อยู่สักห้าปีสี่ปีอย่างดีๆ เลยพ่อทำได้ แต่สมมติว่าแม่กับลูกต้องการให้อยู่แบบมากกว่าสิบปีแต่ดีกรีของเงินทองอาจจะน้อยลง ก็ต้องคิดอย่างนี้

เหมือนกับในลักษณะของตัวเราเองเหมือนกัน เราก็ต้องมามองถึงตัวเราเองด้วยว่า เฮ้ย! แล้วฉันจะต้องทำงานหนักๆๆๆ ฉันเคยคิดไปออกกำลังกายบ้างไหม ฉันเคยมีตัวช่วยอะไรอยู่ในร่างกายบ้างไหม เหมือนลองขับรถยนต์เปิดเครื่องยนต์ตลอดเวลา เร่งที่หนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปได้ระยะทางไกล ภายในระยะเวลาสั้น แต่เครื่องยนต์รถคันนั้นจะมีอัตราการสึกหรอมากกว่ารถที่ขับด้วยเก้าสิบกิโลเมตรสิบชั่วโมงถึง แต่การสึกหรอน้อยมากเลย เพราะมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตลอดเวลา

แต่ร่างกายของเราไม่เหมือนเครื่องยนต์นี่ ไม่มีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่มีการใส่อะไรเลย คือในชีวิตบางทีไม่ใช่ว่าต้องเร่งรีบตลอด ชีวิตที่สมดุลนั้นต้องแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

หลายคนมองโลกในแง่ที่ผิด ทำร้ายตัวเอง อย่างโรคบางโรคที่ต้องรักษาหรือป้องกัน อย่างเรื่องคนที่เป็นเนื้องอก ช็อกโกแลตซีสต์ ทำไมต้องอายหมอ เพื่อชีวิตที่ดีจะทนอายหมอแค่ครึ่งชั่วโมงไม่ได้หรือ แทนที่จะทนทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิต แล้วปล่อยให้ลุกลาม ทำร้ายจนถึงวันหนึ่งที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว จะนอนเป็นผักใครจะทำอะไรก็ทำเพราะสายเกินการณ์ไปแล้ว

ระหว่าง “อาย” กับ “ความสุข” จะเลือกแบบไหน คงต้องฉุกคิดกันได้แล้ว คนที่รักตัวเองพอเขาได้เรื่องข่าวสารเรื่องช็อกโกแลตซีสต์ เรื่องเนื้องอกอะไรพวกนี้ เขาจะคิดแล้วว่าวันหนึ่งฉันต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เราต้องรักสุขภาพยิ่งกว่าเงินทองนะครับ

มีคนถามผมว่าระหว่าง “งาขาว” กับ “งาดำ” สรรพคุณแตกต่างกันอย่างไร และกินแบบบ้านๆ ได้หรือไม่?

ในเรื่องพวกนี้เท่าที่ผมเองทำการศึกษาในส่วนของเซซามินนั้น ในงาขาวอาจจะมีปริมาณของแคลเซียมตัวนี้มากกว่า 50% ก็มีคล้ายๆ กัน

แล้วงาดำ สมมติว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทำมาจากงาดำกับการบริโภคงาดำ โดยการนำเอาไปแปรรูปไปเป็นอาหารที่เราทำในครัวเรือนหรือรูปแบบของขนมต่างๆ แบบไหนที่จะให้คุณสมบัติในเรื่องของจะทำให้ร่างกายเราดีขึ้น

ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สำคัญนะ แล้วก็ยังไม่ได้ทำการศึกษาวิจัยกันจริงๆ จังๆ แต่ให้เหตุผลอย่างนี้ ถ้าคุณกินงาเป็นเม็ดลำบากมากเลย ลำบากมากในการที่จะย่อย ฉะนั้นคุณกินอะไรดิบๆ ก็จะมีเอนไซม์หรือมีอะไรบางอย่างที่ในร่างกายไม่สามารถไปย่อยได้ หรือบางทีก็อาจจะมีสารบางอย่างไปยับยั้งได้

ประเด็นที่สอง เราทำให้ป่นก็จะง่ายขึ้น แต่พอทำให้ป่นปุ๊บก็ติดเชื้อราง่าย แล้วก็เหม็นหืนง่ายด้วย พอจะเข้าใจไหมครับ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องมีวิธีการในการที่จะดูแลตรงนี้ เราก็นำไปคั่ว กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คั่วงานี่ยากมาก ผมไม่รู้ว่าผมเป็นศิลปะหรือเปล่า ใครคั่วงาให้สุกพอดีๆ ผมว่านี่ต้องเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะว่าถ้าเมื่อไรที่ไหม้แล้วเราไม่รู้

งาไหม้นี่คุณรู้หรือไม่ว่างาไหม้ ไม่ใช่แค่เห็นงาออกสีดำๆ เพราะฉะนั้นขบวนการที่เกิดการไหม้ก็อาจจะทำให้โปรตีน ให้สารชีวโมเลกุลต่างๆ สารต่างๆ ในงาผิดเพี้ยนไป เพราะสารบางอย่างเมื่อถูกความร้อนแล้ว ของดีกลายเป็นของไม่ดี แล้วก็กลายเป็นสารพิษได้

ฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าชนิดของสิ่งนั้นขนมนั้นทำอยู่ในรูปแบบไหน ของนั้นมีขบวนการหรือมีเทคโนโลยีในการทำอย่างไร ผมไปแนะนำรุ่นพี่นะ คุณไม่ต้องซื้อแคปซูลกินก็ได้คุณไปซื้องาจากตลาดมาคั่วเองทำเอง คุณต้องมีความมั่นใจนะ คุณทำกินมาตลอดนะ ไม่มีสารพิษไม่มีอะไรอย่างนี้นะ มีการตรวจไหม มีการควบคุมคุณภาพไหมว่ามีอะไรเป็นอย่างไร อาจจะมีเชื้อราปะปนอยู่เราก็ไม่รู้อุณหภูมิสูงเกินไปอาจจะทำให้เกิดเป็นสารพิษอะไรเกิดขึ้นในตัวเอง

แทนที่จะมีประโยชน์กับไปมีโทษมากขึ้น!

เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้เราก็เลยจัดการให้คุณออกมาในรูปของน้ำมันงา ออกมาในรูปของครีมแทนที่คุณจะเอาน้ำมันงามาทามาต่อกระดูก คนโบราณบอกน้ำมันงาต่อกระดูก หมอเมืองนี่รู้ทันทีเลยนะ ไปพูดในรายการวิทยุบอกใช่ๆๆ ครับอาจารย์ น้ำมันงาเขาเรียกว่าน้ำมันต่อกระดูก แล้วจริงๆ ในทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน เราทำงานวิจัยเซซามินที่ได้จากน้ำมันงา ซึ่งเซซามินสามารถทำให้เซลล์กระดูกเจริญเติบโตได้ดีกว่า การวิจัยนี้มีผลจริง

สำหรับในเรื่องกินแบบตรงๆ ทำได้ ถ้าคุณจะกินคุณต้องทำเอง ควบคุมคุณภาพให้ได้ คุณกินสักวันละช้อนสองช้อนก็พอ เพียงแต่ว่าคุณต้องมีความมั่นใจว่าหนึ่งมีดูดซึมจริงนะ ถ้าคุณมั่นใจก็กินไปเถอะครับแต่ถ้าจะให้ผมแนะนำ ผมขอแนะนำสารเซซามินบริสุทธิ์ที่มีกระบวนการสกัดทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ครับ

ขอให้มีความสุขในการมีสุขภาพที่ดีนะครับ

(บทความทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “งาดำ ราชินีแห่งพืชน้ำมัน ราชันย์แห่งธัญพืช” โดย รศ. ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ เจ้าของลิขสิทธิ์และจัดพิมพ์โดย บริษัท แฮปปี้บุ๊ค พับลิชชิ่ง จำกัด และได้มีการพัฒนาบางประโยคเพื่อความสมบูรณ์ชัดเจนในเนื้อหา ท่านสามารถหาซื้อหนังสือได้ที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หากไม่สะดวดสามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์นี้หรือติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ 08 9191 2225

***บทความนี้อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและสังคม แต่ถ้านำไปใช้ในเชิงพาณิชย์กรุณาติดต่อขออนุญาตจากสำนักพิมพ์หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ก่อน เพราะท่านอาจจะละเมิดลิขสิทธิ์ได้)

ผลการวิจัยในห้องทดลอง

การวิจัยในห้องทดลองทำให้พบกลไกการทำงานของสารเซซามินที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบได้ทุกชนิด ตั้งแต่การอักเสบของกระดูก การอักเสบของตับ ปอด และอื่นๆ จึงได้มีการต่อยอดความรู้จากเรื่องกระดูกไปสู่การศึกษาเรื่อง มะเร็ง ตับแข็ง ตับอักเสบ ปอดอักเสบ และ การติดเชื้อไวรัส H1N1 และนี่เองค่ะ ที่ทำให้โลกได้ตระหนักถึงพลานุภาพของเซซามิน สารสกัดจากงาดำที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งการเยียวยาความเจ็บป่วยนานาของมนุษย์
นอกเหนือจากนี้ การที่เซซามินมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก ประกอบกับฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ และคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย จึงสามารถนำเซซามีนไปใช้บำบัดความเจ็บป่วยได้อีกหลายโรค ซึ่งต้องทำการศึกษาวิจัยกันต่อไป อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติได้มีการใช้เซซามินกับผู้ป่วยหลายโรคด้วยกัน ดังที่มีผู้บริโภคสารสกัดเซซามินบอกเล่าประสบการณ์มาให้ทราบ เช่น มีการใช้เซซามินกับผู้ป่วยวัณโรคกระดูกได้ผลดี หรือแม้แต่ใช้กับผู้ป่วยพาร์คินสันก็น่าจะช่วยบรรเทาอาการได้ เพราะเซซามินในงาดำมีสรรพคุณบำรุงระบบประสาทเป็นที่ประจักษ์ชัดกันมานานแล้ว
การทานงาดำเพื่อให้ได้สารเซซามิน ก็ต้องทานให้ถูกต้อง คือต้องทานงาที่บดแล้ว เพราะงาที่ไม่ได้บด ยากที่จะถูกย่อยสลายได้ในทางเดินอาหาร เนื่องจากงามีโครงสร้างที่แข็งแรงมาก ที่สำคัญก็คือต้องทำให้สุกก่อน เวลาคั่วก็ต้องระวังไม่ให้งาไหม้ ไม่อย่างนั้นแล้ว แทนที่จะได้ประโยชน์ก็จะได้โทษไปแทน และถ้าจะต้องเก็บงาไว้ทานนานๆ ก็ต้องเก็บไว้ไม่ให้เหม็นหืนด้วยนะคะ
หากสาวๆคนไหนมักไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารทาน ไม่สะดวกคั่วงาบดงาเอง แต่อยากได้สารประโยชน์เซซามินนี้ ปัจจุบันมีผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สารสกัดงาดำและธัญพืช โดย รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ค้นพบสรรพคุณมหัศจรรย์ของสารเซซามินจากงาดำ ได้มีการทำเป็นแคปซูลออกจำหน่ายแล้วค่ะ จะเห็นได้ว่าแม้ในสังคมที่ทุกคนต้องใช้ชีวิตอย่างรีบเร่ง ไม่มีเวลาพิถีพิถันกับอาหารการกินมากนัก แต่เราก็สามารถบริโภคอาหารที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง เพื่อปกป้องร่างกายมิให้เสื่อมสภาพจนโรคร้ายเข้าโจมตีได้
แล้ววันนี้...สาวๆจะมองข้ามงาดำไปได้อย่างๆไรคะ ถ้าใครอยากได้ประโยชน์จากเซซามิน มื้อหน้าอย่าลืมหาเมนูที่มีงาดำเป็นส่วนผสมมารับประทานด้วยนะคะ

เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด
ควรเก็บเมล็ดงาไว้ในภาชนะปิดแน่นไม่ให้อากาศเข้า ใส่ไว้ในช่องธรรมดาหรือช่องแช่แข็งของตู้เย็น เพื่อรักษากรดไขมันจำเป็นรวมถึงสารอาหารชนิดอื่นๆ และกันไม่ให้มีกลิ่นหืนด้วยค่ะ

สมัครเป็นตัวแทนไอยราแพลนเน็ต